https://www.facebook.com/pawadee.phalagate/posts/1157264784362425
วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559
วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559
คุณยายแห่งวัดพระธรรมกาย
ทบทวนฝันในฝัน วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557
เล่าเรื่องคุณยาย
ตอน ถามคุณยายในใจ ท่านตอบโดนใจใช้ได้ทั้งชาติ
เรียบเรียงจากรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูงค่ะ
ลูกชื่อ ภาวดี ผลาเกตุ หรือ แมว อุบาสิการุ่น 1 ค่ะ
กัลฯ ภาวดี ผลาเกตุ
หลวงพ่อคะ..ลูกเป็นเจ้าหน้าที่วัดมา 29 ปีแล้วค่ะ ซึ่งสามารถอยู่วัดรอดมาจนป่านนี้ได้ ก็เพราะคำสอนคุณยายจริงๆค่ะ ซึ่งเรื่องมีอยู่ว่าในปี พ.ศ.2528 ช่วงลูกเข้าวัดมาเป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ๆ ตอนนั้นสร้างบารมีด้วยความยากลำบากมาก ซึ่งลำบากกายก็ไม่เท่าไรหรอกค่ะ แต่ลำบากใจเพราะเรื่องกระทบกระทั่งนี่สิคะ ถือเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ทั้งๆ ที่ลูกก็เคยฟังคุณครูไม่เล็กท่านเล่าให้ฟังว่า ก่อนจะลงมือสร้างวัดคุณยายท่านสอนว่า “ทะเลาะกันได้ แต่อย่าโกรธกัน” เพราะแต่ละคนก็มาจากร้อยพ่อพันแม่ อุปนิสัยก็ต่างกัน กิเลสก็ยังไม่หมด และต่างมาฝึกตัวด้วยกันทั้งนั้น แต่พอทำงานมีเรื่องกระทบกระทั่งกันทีไร ลูกก็อดไม่ได้ค่ะ เพราะต้องเจอหน้ากันตลอดเวลา เนื่องจากกินนอนอยู่วัดเดียวกัน ซึ่งพอลูกกระทบกระทั่งมากๆ ลูกก็หาทางออกโดยทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ลูกจะไปทำใจสบายๆ ช่วยงานหลวงพี่หมูที่ครัว ตอนนั้นท่านยังเป็นอุบาสกค่ะ ซึ่งลูกก็ไปช่วยแพ็คข้าวบ้าง ปลอกไข่ต้มบ้าง ซึ่งปอกไปก็บ่นในใจไปค่ะว่า.. “ทำไมคนโน้นเป็นอย่างนั้น คนนั้นเป็นอย่างนี้..ทำไมมาทำกับลูกแบบนี้ ทำไมนะ ทำไม หรือเราจะลุย..บุกไปคุยให้รู้เรื่องกันไปเลย”
และพอในใจลูก คุกรุ่นอย่างนี้นี่เองค่ะ คุณยายท่านก็เดินมาตรวจครัว และก็มาคุยงานกับหลวงพี่หมูอย่างเป็นปกติของท่าน ซึ่งพอลูกเจอคุณยาย ลูกก็อยากจะเข้าไปถามท่านใจจะขาด เพราะตอนนั้นลูกทุกข์ใจมาก แต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้สึกเรายังเป็นเด็กกะโปโลคนหนึ่ง และเมื่อเป็นดังนี้ ลูกจึงเรียนถามคุณยายโดยคิดในใจ ขณะที่ท่านยืนคุยกับหลวงพี่หมูว่า.. “คุณยายคะ..ทำไมเรามาสร้างบารมีแล้วยังต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันด้วยคะ”
และหลังจากถามเสร็จปรากฏว่า.. อยู่ๆ คุณยายก็พูดกับหลวงพี่หมูขึ้นมาเพื่อให้ลูกได้ยินว่า.. “มารเอาเรามากระทบกันให้ใจขุ่น แล้วก็เอาวิบากมาปรับ ของใครก็ของใคร ระวังจะติดลบ อายุธาตุบารมี” ตอนนั้นลูกแป๊บขึ้นในใจเลยว่า..ทำไมคุณยายพูดกับหลวงพี่หมู เหมือนกับตอบให้ลูกแบบตรงเผง จากนั้นคุณยายก็กลับ แต่หลวงพ่อคะ..การที่ลูกได้คำตอบจากคุณยายแบบนี้ ลูกชักติดใจแล้วค่ะ ดังนั้นพอวันเสาร์ต่อมา ลูกจึงมาช่วยงานครัวและมาถามคุณยายในใจต่อว่า.. “คุณยายเจ้าคะ..อายุธาตุบารมีคืออะไรคะ” ซึ่งคุณยายท่านก็พูดให้หลวงพี่หมูฟังต่ออีกว่า..
“อายุธาตุบารมี ก็ดูว่าใครมาเกิดก่อน ประกอบกายหยาบได้ก่อน แล้วก็ดูว่าใครมาถึงวัดได้ก่อน ใครบวชได้ก่อน เพราะบารมีแก่ๆ มารมันกันไม่ได้ คือ บารมีเขาจะแก่กว่าตามจำนวนปีที่เขามาก่อน ถ้าไปกระทบกับเขา เราก็ขาดทุน” และนับจากนั้นมาทุกวันเสาร์-อาทิตย์ คุณยายท่านก็มาให้โอวาทเรื่องการกระทบกระทั่งติดๆ กัน ทุกสัปดาห์เลยค่ะ รวมแล้วนานถึงเดือนกว่า ซึ่งลูกก็รวบรวมและจดบันทึกสิ่งที่ท่านสอนเอาไว้ว่า “อยู่วัดอย่าคิดว่าได้บุญอย่างเดียว มาอยู่วัดอย่าออกฤทธิ์ออกเดช ทำไม่ดีก็แบกบาปไป บุญเท่าตะกร้า บาปเท่ากระบุง กิเลสท่วมตัว ตายจะไปไม่รอด เวลามีเรื่องกระทบ พอใจขุ่นก็จะไปดูดบาปเก่าเรามา ของเก่าเราทั้งนั้น ไม่ต้องไปดูคนอื่น ให้ถามตัวเองว่า..จะเอาอีกไหม จะให้เรื่องนี้ตามไปภพชาติหน้าอีกไหม ถ้าไม่อยากให้ตามไป ชาตินี้ก็หยุดซะ ให้สิ้นวาสนากันไป จะได้ไม่มีศัตรูในวัฏฏะ ให้ดับที่เหตุ คือ ใจของเรา ถ้าเหตุไม่มี ผลก็ไม่มี ใครทำใจใสได้ก่อน คนนั้นชนะ ดูอย่างยาย ยายไม่ติดใครเลย ชาติหน้ามารตามยายไม่ได้แล้ว”
หลวงพ่อคะ..ทุกครั้งที่คุณยายท่านตอบคำถาม ที่ลูกเรียนถามท่านในใจ แม้ท่านจะพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่คำพูดของคุณยาย เหมือนดังก้องกังวานอยู่ในใจลูก ประดุจพูดให้ลูกฟังเพียงคนเดียว แล้วคำพูดนั้นติดอยู่ในใจลูกมาตลอด ซึ่งลูกรู้สึกคำตอบของคุณยายช่างโดนใจ ตรงใจจริงๆ จนทำให้ลูกเคลียร์ทุกประเด็น เหมือนกับเราได้เก็บขยะในใจของเราทิ้งออกไปค่ะ เก็บขยะในใจ 1.20 และลูกสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง และด้วยคำสอนคุณยายตรงนี้เองค่ะ ลูกจึงจดไว้อ่านทบทวนสอนตัวเองบ่อยๆ จนลูกสามารถอยู่วัดได้มาถึง 29 ปี ดังเช่นทุกวันนี้
สุดท้ายนี้..ลูกก็อยากจะชวนทุกคนมาหล่อทองกับคุณยายกันเยอะๆ นะคะ เพราะถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เชื่อมสายบุญกับคุณยายแล้ว ซึ่งเมื่อเรามีสายบุญกับท่าน เราก็จะสามารถตามติดท่านไปสร้างบารมีได้อย่างตลอดรอดฝั่งค่ะ
พิธีหล่อรูปเหมือนทองคำคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
ประวัติคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
105 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
วันคล้ายวันเกิดคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจัทร์ ขนนกยูง
ทดแทนคุณ เอาบุญกับคุณยาย
https://www.youtube.com/watch?v=cEdkZ1t7VLg&feature=youtube_gdata_player
วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559
ความลับของลมหายใจ
"หายใจลึกๆ เมื่อนึกได้"
_______________________
ความลับของลมหายใจ....
หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ผู้นั่งสมาธิอย่าง
สม่ำเสมอมีใบหน้าอ่อนกว่าวัย ก็เพราะ พวกเขา
ได้มีโอกาสฝึกหายใจ ให้ลึก ยาว และละเอียด
บ่อยครั้งนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความสงบ
สุขในใจ และลดสารความเครียด ที่เรียกว่า
"คอร์ซิตอล" (อันเป็นสาเหตุหลัก ของความแก่ชรา
ก่อนวัยอันควร) แล้ว
การหายใจอย่างเต็มปอด ยังช่วยฟอกเลือดที่นำพา
ออกซิเจน ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของใบหน้า
อย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ ทำให้ใบหน้าดูมีน้ำมีนวล
เต่งตึง สดใส อ่อนกว่าวัย
และสุดท้ายเลือดเหล่านั้น ก็ยังช่วยขับสารพิษตก
ค้างต่างๆ (detox) ออกจากอวัยวะทุกส่วนของร่าง
กาย และบนใบหน้าได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย จะสังเกต
ได้ว่า เวลาที่เราโกรธ กลัว ตกใจ เครียด หงุดหงิด
กังวล หรือทุกข์ ลมหายใจของเราจะสั้นและตื้น
แต่เวลาที่เรามีความสุข สงบ มีพลัง นิ่ง สุขุม มั่นใจ
สบายใจ ลมหายใจของเรา จะยาวและลึก.
ทั้งนี้สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ หากเราตั้งใจหายใจ
ให้ยาว และลึกสัก 4-5 ครั้ง สมองของเราจะถูก
หลอกว่า เรากำลังรู้สึกสบาย สุขุมและมีพลังเช่นกัน
กระบวนการนี้เรียกว่า การทำ "Biofeedback"
(การป้อนกลับทางชีวภาพ) โดยไม่ต้องใช้
เครื่องมือใดๆ.
เทคนิคการหายใจที่ดีคือ การหายใจอย่าง
"ละเอียด" ซึ่งเป็นการหายใจให้...ช้า ลึกและเบา
โดยสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอด ให้หน้าท้อง และ
หน้าอกพองตัว จนไม่สามารถพองต่อไปได้อีกแล้ว
จึงค่อยๆ ปล่อยลมหายใจออก...ยาวๆ อย่างไม่รีบ
ร้อนจนหมดทั้งปอด ทำเท่านี้เพียง 3-4 ครั้ง ก็จะ
รู้สึกว่าร่างกายเริ่มเบา ใจเริ่มเย็น จิตเริ่มโล่ง และ
สมอง เริ่มปลอดโปร่งขึ้นแล้ว.
ถามว่าต้องทำ และต้องฝึกบ่อยแค่ไหน คำตอบคือ
"รู้ตัวเมื่อไหร่ ก็ทำเมื่อนั้น" หรือทำทุกครั้งที่รู้สึกว่า
จิตเริ่มตก คือ เริ่มกลัว โกรธ กังวล เหนื่อย เครียด
เบื่อ เซ็ง ท้อ ทุกข์
ชีวิตของคนเรา แท้จริงอยู่ได้ด้วยลมหายใจที่เชื่อม
ต่อกัน และการหายใจที่ดีก็เป็นเครื่องมือในการ
สร้างจิตใจที่สงบ สร้างชีวิตที่ประสบความสำเร็จ
และสร้างสุขภาพให้ยืนยาวที่ง่ายที่สุด.
หลายคนเสียเงินทองมากมาย ไปกับการเข้าคอร์ส
บริหารจิต หรือปลุกพลังต่างๆ ในราคาแสนแพง
โดยลืมหันกลับ มาหา...ลมหายใจ.... สิ่งมหัศจรรย์
อันล้ำค่าที่อยู่ตรงปลายจมูกของเรานี่เอง
🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞
....หายใจยาวลึกเมื่อนึกได้
ค่อยทำไปจะเกิดผลให้ตนเห็น
ที่ร้อนรุ่มกลุ้มใจกลับใสเย็น
จะกลับเป็นปลาได้น้ำฉ่ำอุรา
หลักวิทย์ดีแน่ไม่แปรผัน
ทำทุกวันเมื่อนึกได้ไม่กังขา
เช้าสายบ่ายค่ำย่ำสนธยา
จะแก่ช้าสุขภาพดีมีสุขเอย.
.........................
ขออนุญาต(ส่งต่อข้อมูลอันล้ำค่าต่อชีวิตผู้มีโอกาส
ได้รับรู้ ด้วยความยินดี)
หมากสีแดง
"เสียเวลาอ่านสักนิดแล้วจะรู้ว่า ชีวิตควรหาความสุข ณ ปัจจุบันไม่ใช่รอและหวังว่าจะมีความสุขในอนาคต และควรจะมีปัญญาพิจารณาว่า อะไรคือความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน"
.......ปัญญาธโร......
นิทานหมากสีแดง
ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายสองคน ลูกชายคนโตชื่อว่า ชาญชัย ส่วนลูกชายคนเล็กชื่อว่า โชติช่วง
ชาญชัยเป็นพี่ที่มีนิสัยรักสงบและชอบนั่งสมาธิสวดมนต์อยู่เป็นนิจ ส่วนโชติช่วงคนน้องนั้นรักความสนุกสนาน ชอบพบปะผู้คน และนิยมความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
เมื่อชาญชัยและโชติช่วงเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่ม พ่อกับแม่ก็ให้ทั้งสองแยกเรือนออกไปลองใช้ชีวิตด้วยตนเอง ชาญชัยจึงเปิดร้านเล็กๆ ในหมู่บ้าน ขายของกินของใช้ทั่วๆ ไป พอที่จะเลี้ยงตนเองได้ไม่ขัดสน ส่วนโชติช่วงคิดการใหญ่กว่าพี่ชาย เขามองเห็นลู่ทางทำเงินมากมายรออยู่ตรงหน้า ดังนั้นเขาจึงลงทุนทำการค้าหลายๆ แบบ และทุ่มเทตนเองในการทำงานอย่างหนัก โดยแทบไม่ยอมพักผ่อน ซึ่งกิจการของเขาก็โตวันโตคืนและทำกำไรให้เขาอย่างงดงาม
ชาญชัยแม้จะเห็นน้องชายเจริญก้าวหน้าก็หาได้มีใจริษยาไม่ เขายังคงดำเนินชีวิตของตนเองไปเหมือนดังเช่นทุกวัน คือ ตื่นนอนตอนตีสี่มานั่งสวดมนต์ทำสมาธิ จากนั้นกินข้าวเช้าแล้วออกไปเปิดร้าน เมื่อถึงเวลาเย็นก็ปิดร้านมานั่งอ่านหนังสือธรรมะและคำสอนในศาสนา ก่อนจะเข้านอนก็สวดมนต์ทำสมาธิอีกครั้ง และตื่นอีกครั้งตอนตีสี่ เป็นเช่นนี้ทุกวันไม่เคยเปลี่ยนแปลง จนชาวบ้านพากันซุบซิบนินทาไปทั่ว ดังนั้นในวันหนึ่ง พ่อกับแม่จึงเรียกให้ชาญชัยไปหาที่บ้าน
“พ่อกับแม่มีอะไรจะคุยกับฉันอย่างนั้นหรือ” ชาญชัยเอ่ยถาม
“พ่อกับแม่ไม่สบายใจเรื่องที่ชาวบ้านพูดคุยและว่าร้ายกันเกี่ยวกับลูกน่ะสิ” พ่อบอกด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“ชาวบ้านว่าอะไรฉันล่ะ” ชาญชัยถามอีก
“เขาว่าลูกขี้เกียจสันหลังยาวนัก เปิดร้านออกมานั่งเฝ้าอยู่เดี๋ยวเดียวก็ปิดไปนั่งอ่านหนังสือสบายใจอยู่ในบ้านเสียแล้ว” แม่ของชาญชัยบอกลูกชาย
“แล้วเขาก็ยังว่าลูกเป็นคนโง่ที่ขี้อวดอีกด้วย เขาว่าลูกมีเงินอยู่นิดหน่อย แต่ชอบให้เงินแก่ขอทานและคนยากจน เขาว่าลูกอยากให้ใครๆ มองว่าตนเองเป็นคนมั่งมีจึงทำเช่นนั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วการค้าของลูกได้กำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” พ่อของชาญชัยว่า
“ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะลูก ไยเจ้าไม่เอาอย่างน้อง ลองไปดูสิ ตอนนี้กิจการของน้องขยายใหญ่โตไปถึงต่างเมืองแล้ว น้องเอาแต่ทำงานไม่ได้หลับได้นอนเพื่อหาเงินหาทองให้ได้มากๆ...แต่ดูเจ้าสิ หลายปีผ่านไปแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แล้วอย่างนี้เมื่อไรเจ้าจะรวยเหมือนน้องสักทีเล่า” แม่ของชาญชัยกล่าวอย่างเป็นห่วง
“พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แม้ฉันจะไม่ได้ร่ำรวย แต่มีความสุขมาก ฉันชอบนั่งสมาธิและสวดมนต์เพราะนั่นทำใจฉันสงบ และมีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่เจ็บไม่ไข้ ฉันชอบอ่านหนังสือธรรมะเพราะมีประโยชน์ ทำให้ได้ขบคิดถึงความจริงของชีวิต และนำมาปรับใช้กับตนเองได้ ถึงแม้จะไม่มีเงินมากมาย แต่ฉันก็ชอบช่วยเหลือคนยาก เพราะทำแล้วสบายใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ชีวิตฉันไม่ต้องการอะไรมาก เท่าที่เป็นอยู่นี้ก็ทำให้ฉันเกิดความสุขมากพอแล้ว ฉันไม่ขวนขวายในสิ่งที่ใหญ่โตแต่ทำลายความสุขอันแท้จริงของชีวิตหรอกจ้ะ”
หลายปีผ่านไป โชติช่วงซึ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้วได้รับเลือกให้เป็นกำนันดูแลหมู่บ้าน กำนันโชติช่วงนั้นเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของพี่ชายแล้วก็รู้สึกขัดหูขัดตาเป็นกำลัง ด้วยความรู้สึกว่าไยมหาเศรษฐีอย่างเขาจึงมีพี่ชายที่แลดูกระจอกงอกง่อยเช่นนี้ ดังนั้นวันหนึ่ง โชติช่วงจึงให้คนไปตามชาญชัยมาพบ
เมื่อชาญชัยมาถึง โชติช่วงก็พาพี่ชายเดินชมบ้านไม้สักอันใหญ่โตโอ่อ่าของเขาอย่างภาคภูมิใจในฐานะของตน เมื่อได้ชมบ้านจนทั่วแล้ว ชาญชัยกับโชติช่วงจึงได้นั่งคุยกัน
“บ้านของฉันใหญ่โตหรูหราดีไหมเล่า ดูสิพี่ นี่คือน้ำพักน้ำแรงของน้องชายพี่ทั้งนั้นล่ะ”
“บ้านจะใหญ่โตหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าอยู่แล้วมีความสุขหรือเปล่า” ชาญชัยพูด
“ต้องมีอยู่แล้ว! ฉันมีเงินทองมากมายไว้ใช้จ่าย มีบริวารรายล้อมคอยรับใช้อยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น นี่แหละคือความสุขล่ะ แต่ก็ช่างเถอะฉันไม่ได้เรียกพี่มาพบเพราะเรื่องนี้หรอกนะ ฉันอยากพูดให้พี่สำนึกได้เสียที ว่าพี่ก็อายุมากขึ้นทุกๆ วัน น่าจะคิดทำอะไรอย่างฉันบ้าง จะได้มีความเป็นอยู่ที่น่าดูกว่านี้ อยู่ให้สมกับที่เป็นพี่ชายกำนันอย่างไรล่ะ”
“ไม่ล่ะ พี่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ตอนนี้แล้ว เจ้าก็เช่นกันขวนขวายมากเกินไปสุดท้ายอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อตนเองได้นะ” ชาญชัยเตือนสติน้อง แต่นั่นทำให้โชติช่วงโกรธมาก เขาตบโต๊ะอย่างแรง แล้วหยิบหมากสีแดงที่วางอยู่ในถาดข้างๆ ขว้างใส่หน้าพี่ชาย
“พี่เป็นคนโง่ ดังนั้นอย่าได้บังอาจเอาความโง่ของตนเองมาสั่งสอนคนอื่นเลย หมากสีแดงนั่นฉันมอบให้พี่ ในฐานะที่เป็นคนโง่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมา ถ้าวันใดพี่เจอคนโง่กว่าตนเอง ก็จงมอบหมากสีแดงนี้ให้เขาไปแทนเถอะ” โชติช่วงตะโกนใส่พี่ชายด้วยอารมณ์มุทะลุดุดัน แต่ชาญชัยไม่ได้กล่าวว่าอะไรน้องชาย เขาเก็บหมากสีแดงใส่กระเป๋าเสื้อแล้วจึงกลับบ้าน
สามปีผ่านไป ชาญชัยได้รับข่าวว่ากำนันโชติช่วงกำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งขั้นรุนแรง มีความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส และกำลังจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันนี้ ชาญชัยจึงรีบเดินทางไปเยี่ยมน้องชายที่บ้านไม้สักอันใหญ่โตหรูหราของเขา และเมื่อได้พบกับน้องชาย ชาญชัยก็พบว่าโชติช่วงผอมซีดเซียวเป็นอย่างมาก
“เป็นอย่างไรบ้างโชติช่วง” ชาญชัยถามน้องชาย
“เจ็บปวดทรมานมาก คิดว่าคงใกล้จะไปเต็มทีแล้ว” โชติช่วงตอบอย่างคนหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
“แล้วเจ้าเตรียมการไว้พร้อมหรือยัง ว่าจะเอาเงินทองติดตัวไปด้วยมากเท่าไร” ชาญชัยถาม โชติช่วงฟังคำถามพี่ชายก็งวยงง แต่ก็ตอบกลับไปว่า
“เมื่อตายแล้วจะเอาไปอย่างไรล่ะพี่ แม้แต่สลึงเดียวก็ไม่มีทางเอาไปได้หรอก”
“แล้วสั่งบริวารให้ไปคอยต้อนรับเจ้าที่นั่นหรือไม่ ลูกเมียเจ้าล่ะ ให้ตามไปด้วยหรือเปล่า” ชาญชัยยังคงป้อนคำถามต่อ
“ที่พี่พูดมานั่น...ฉันเอาอะไรไปด้วยไม่ได้เลยสักอย่าง” โชติช่วงตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น ชาญชัยก็หยิบหมากสีแดงที่โชติช่วงเคยให้ ส่งคืนแก่เขา โชติช่วงมองหมากสีแดงอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกออก
“อะไรกัน พี่เอาหมากสีแดงมาให้ฉันทำไม” โชติช่วงร้องอุทานด้วยความตกใจ ชาญชัยจึงกล่าวแก่น้องชายว่า
“เพราะเจ้าคือผู้ที่โง่เขลากว่าพี่น่ะสิ...ทั้งๆ ที่เจ้าก็รู้ดีว่า คนเราเมื่อถึงคราวต้องจากโลกนี้ไป จะไม่มีทางเอาอะไรไปได้เลยแม้แต่อย่างเดียว แต่เจ้าก็ยังขวนขวายทำงานหนัก จนสุขภาพทรุดโทรมและส่งผลถึงชีวิตในวัยนี้ เหล่านี้คือการกระทำที่โง่จริงๆ พี่จึงต้องมอบหมากนี้คืนกลับเจ้าไป
เมื่อโชติช่วงได้ฟังดังนั้นก็คิดได้ทันที เขาได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญของชีวิตว่า แทนที่จะมุ่งมั่นศึกษาธรรมะเพื่อความสุขอันแท้จริง เขากลับสูญเสียเวลาไปมากมายกับสิ่งที่หาได้เป็นความสุขอันแท้จริงไม่ และเมื่อตายไปก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้เลยสักอย่าง เสมือนว่า ที่เหนื่อยมาทั้งชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่สูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม สำหรับโชติช่วง กว่าที่เขาจะได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญในชีวิตบทนี้ ก็เป็นเวลาที่สายเกินไปเสียแล้ว
......เธอทั้งหลาย.....
อย่าให้ชีวิตของเธอต้องเรียนรู้บทเรียนที่สำคัญของการใช้ชีวิตเมื่อสายไปแล้วดังเช่นโชติช่วงเลย ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าชีวิตของคนๆ หนึ่งนั้น จะยืนยาวสักเท่าไร วันนี้เธออาจจะยังยิ้ม เดิน เล่น หรือหัวเราะกับคนรอบข้างอย่างขบขัน แต่พรุ่งนี้อาจจะต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครคาดคิด ...ความไม่แน่นอนนี้แหละ คือความจริงของชีวิตที่เธอต้องระลึกไว้เสมอ
ดังนั้น จงอย่าเสียเวลาอันมีค่าในชีวิตของเธอไปกับสิ่งที่หาประโยชน์ไม่ได้ แต่จงใช้ชีวิตของเธอให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าอยู่เสมอ การสวดมนต์นั่งสมาธิเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เธอควรหมั่นฝึกฝนเอาไว้ เพราะสิ่งนี้จะติดไปกับวิญญาณของเธอ และเป็นเสมือนทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่เธอจะนำไปใช้ในชีวิตหลังความตายได้
......จบเรื่องหมากสีแดง.....
แหล่งที่มา : จาก 'แนวทางสู่ความสุข' โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ขบวนการล้มพุทธในประเทศไทย
ขบวนการล้มพุทธ
ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก
ล้มพุทธในไทยได้ ก็เหมือนตัดรากแก้วพระพุทธศาสนาของโลก**
แผนร้าย ขบวนการล้มพุทธในไทย
1. ทำลายศรัทธาต่อพระสงฆ์
ด้วยการใส่ร้าย ป้ายสี ดูถูก หมิ่นหยามต่อพระภิกษุสงฆ์ ผ่านสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง
นำเสนอข่าวไม่ดีของพระ เมื่อมีข่าวไม่ดีของพระเพียงไม่กี่รูป ก็นำเสนออย่างเอิกเกริก แต่เมื่อพระอีกหลายแสนรูปทำความดี ไม่นำเสนอข่าว
ส่งคนมาปลอมบวช เพียงไม่กี่ปีก็เป็นเจ้าอาวาส แล้วสร้างเรื่องเสียหายให้เป็นข่าวรายวัน ให้สังคมรู้สึกว่า พระสงฆ์ไม่ไหวแล้ว มีแต่เรื่องเสียหาย
ตัดต่อภาพพระสงฆ์โดยเฉพาะพระที่มีคนศรัทธามาก ให้เป็นภาพเสียหาย แต่งตัวแปลกประหลาด แต่งหน้าทาปาก แล้วชักชวนให้แชร์ต่อๆ กันไป เพื่อให้ชาวพุทธคุ้นชินกับการด่าพระ มองพระเป็นตัวตลก
2.ทำลายศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อองค์กรปกครองสงฆ์
อาศัยจุดอ่อนที่องค์กรสงฆ์ไม่เชี่ยวชาญในการใช้สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างกระแสผิดๆ ว่า องค์กรปกครองสงฆ์เชื่องช้า ไม่มีประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยเส้นสาย การติดสินบน ประนามหยามเหยียดผู้ปกครองสงฆ์ทุกระดับ จนถึงผู้รักษาการสมเด็จพระสังฆราช
ตีให้เจ็บ ตีให้อาย ตีให้น่วม ตีให้ยอม ตีให้อยู่ ตีให้สยบ แล้วก็จะรื้อพรบ.สงฆ์ ให้ฆราวาสมาปกครองพระ ยึดทรัพย์สินของพระและวัดให้ฆราวาสเข้าควบคุม บีบให้พระอยู่ไม่ได้สึกออกไป วัดจะร้าง วัดร้างมากๆ ก็ยึดเอาไปทำมัสยิด เหมือนที่เกิดขึ้นในภาคใต้
3. ทำลายองค์กรสงฆ์ที่เข้มแข็ง
องค์กรสงฆ์ที่เข้มแข็งในประเทศไทย คือ
3.1) วัดพระธรรมกาย
ใช้เล่ห์กล ยัดข้อหาว่าไม่ใช่พุทธแท้ ทุกกิจกรรมที่วัดพระธรรมกายทำขึ้น และจะมีผลต่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในไทยมาก อาทิ
- บวชพระครั้งละแสนรูป
- จัดตักบาตรพระคราวละมากๆ
- จัดเดินธุดงค์
ก็ยัดข้อหา ทำเพื่อหาเงิน ทำให้รถติด โหมกระหน่ำทางสื่อให้สังคมมองเป็นภาพลบไปก่อน
ถ้าล้มวัดพระธรรมกายซึ่งเข้มแข็งที่สุดได้ วัดอื่นๆ ก็ไม่มีเหลือ
3.2) วัดป่าสายอีสาน
เมื่อล้มธรรมกายได้ วัดป่า คือ เป้าหมายต่อไป
ซึ่งมีการโจมตีชิมลางดูแล้ว
เช่น เจิมศักดิ์จัดรายการตามหาแก่นธรรม .... ....ถามนำโจมตีหลวงตามหาบัว ที่ประกาศตนเป็นพระอรหันต์ ว่า พระอรหันต์โกรธได้ไหม ใช้คำหยาบได้ไหม จับเงินทองได้ไหม .....อัฐิของพ่อแม่ครูอาจารย์สายวัดป่า ที่ศิษยานุศิษย์เคารพศรัทธาว่ากลายเป็นแก้ว เป็นพระธาตุ .... ก็จะโจมตีว่ายึดติดกับกระดูก ผิดหลักพุทธ ไม่ปล่อยวาง.... พระอาจารย์มั่นนั่งสมาธิแล้วพบพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์เสด็จมาเยี่ยม ผิดหลักพุทธ
ถ้าล้มธรรมกายได้ (ก็จะกุเรื่องต่อ......) วัดป่าสายอีสานก็จะต้องเจอข้อหาอวดอุตริ ไม่ใช่พุทธแท้ เพี้ยน เป็นพุทธเทียม
3.3) มหาวิทยาลัยสงฆ์
มีพระนิสิตนับหมื่นรูป ช่วยพัฒนาคุณภาพของสงฆ์โดยรวมมาก แต่ก็มีแผลมาก แต่เรื่องพระนิสิตเป็นตุ๊ด แต๋ว กับเรื่องการเงิน ก็จะกลายเป็นมหากาพย์ฉาวโฉ่บนหน้าหนังสือพิมพ์ไปเป็นปี
ฝ่ายตรงข้ามเขาฉลาดในการยืมมือพุทธล้มพุทธ เช่น หลอกใช้ลูกศิษย์สายวัดป่าบางส่วน...โจมตีธรรมกาย และเป็นการทำให้คนคุ้นชินกับการด่าพระไปในตัว
......เก็บธรรมกายได้ค่อยทำลายวัดป่าต่อ ซึ่งก็จะล้มง่ายขึ้น เพราะภาพลักษณ์พระและพุทธเสียไปแล้ว
ในอินเตอร์เน็ตเราไม่รู้ตัวตนจริงว่าเป็นพุทธหรือคนศาสนาอื่น ถูกเขาเสี้ยมชี้นำให้พุทธตีกันเอง
4. ฝ่ายตรงข้ามเขาดำเนินแผนอย่างมียุทธศาสตร์
4.1) การปกป้องตัวเอง
มีกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ทำให้สื่อกลัว ไม่มีคอลัมนิสต์กล้าพูดหรือเขียนวิจารณ์มุสลิมแรงๆ ...ถ้ามีใครกล้า ก็ฆ่าตัดคอสักราย 2 ราย ที่เหลือก็กลัวหัวหด ....ให้ด่าพุทธได้อย่างเดียว ห้ามด่ามุสลิม แล้วมุสลิมอีกพวกก็ออกมาพูดว่า มุสลิมแปลว่าสันติ เป็นศาสนาแห่งสันติ
4.2) การโจมตีทำลายพุทธ
พื้นที่ไหนที่มุสลิมยังน้อย ก็จะบอกว่า ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ต้องเปิดกว้างมีเสรีภาพทางศาสนา ให้สร้างมัสยิดได้แบบเสรี แต่ที่ไหนมุสลิมมีมากขึ้น ก็ฆ่าพระ เผาวัด บีบชาวพุทธให้เปลี่ยนศาสนา
4.3) ส่งชาวมุสลิมเข้าไปอยู่ในองค์กรสำคัญ
คอยออกกฎหมาย กฏระเบียบที่เอื้อต่อการเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศมุสลิม
ยุทธศาสตร์ของขบวนการล้มพุทธนั้นลึกซื้งนัก หากชาวพุทธไม่รู้เท่ากัน บางคนอาจตกเป็นเครื่องมือของเขา โจมตีทำลายพุทธด้วยกันเองโดยไม่รู้ตัว
อย่าประมาทคิดว่าเขาทำไม่สำเร็จหรอก เพราะเขารุกคืบตามแผนสำเร็จมาตามลำดับ จนสามารถด่าพระมหาเถระ จนถึงรักษาการสมเด็จพระสังฆราชกลางสภาออกทีวีไปทั่วประเทศแล้ว ...... รุกต่ออีกไม่กี่ก้าวก็กินพุทธหมดประเทศ.....
เราจะยอมให้พระพุทธศาสนาที่บรรพบุรุษไทยรักษาสืบทอดมาถึงเรากว่า 2 พันปี สูญสลายไปในยุคเราหรือ
ทางรอดชาวพุทธ
ชาวพุทธต้องสามัคคีกัน
ไม่โจมตีกันเอง ไม่ไปเป็นด้ามมีดให้คนศาสนาอื่นใช้ทำลายพุทธด้วยกัน
ให้ความเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งใจทำความดี แล้วชวนคนเข้าวัดที่ตนชอบให้มากๆ จะทำให้พระพุทธศาสนามั่นคง เจริญรุ่งเรือง จนแผ่ขยายไปทั่วโลก
."""""อย่าเป็นคนโง่""""".....ที่ทําลายพุทธศาสนาที่พวกเรารักกันเอง...ด้วยตัวเอง...พวกเราหลายคนกําลังจะเป็นเครื่องมือของศาสนาอื่นให้ทําลายศาสนาพุทธ